03 กันยายน 2569

เบื้องหลัง AI, Cloud และ OTT มีโครงข่ายเคเบิลใต้ทะเลที่คุณมองไม่เห็น

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) หลายคนมักนึกถึงเทคโนโลยีอย่าง Artificial Intelligence (AI),  Cloud Computing บริการสตรีมมิ่ง (OTT), หรือศูนย์ข้อมูลระดับ Hyperscale Data Center แต่เบื้องหลังความสำเร็จของบริการเหล่านี้ มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศและทวีปต่าง ๆ เข้าด้วยกัน นั่นคือ “โครงข่ายเคเบิลใต้ทะเล” (Submarine Cable System) 

ปัจจุบัน มากกว่า 99% ของ International Data Traffic ถูกส่งผ่านโครงข่ายเคเบิลใต้ทะเล ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลโลก รองรับตั้งแต่ Cloud Computing, Financial Transactions ไปจนถึงบริการดิจิทัลที่เราใช้งานในชีวิตประจำวัน  

AI กับการเติบโตของปริมาณข้อมูล 

การเติบโตของ Generative AI ทำให้ความต้องการด้าน Compute, Data Center และ Network Infrastructure เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ การเชื่อมต่อกับ Cloud ไปจนถึงการให้บริการ AI Application แก่ผู้ใช้งานในพื้นที่ต่าง ๆ 

AI Workload จำนวนมากอาศัย GPU Infrastructure และ Data Center ที่มีประสิทธิภาพสูง ขณะที่ข้อมูลและบริการอาจอยู่คนละพื้นที่หรือคนละประเทศ ทำให้ Connectivity ระหว่าง Data Center, Cloud และผู้ใช้งาน กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ AI Infrastructure 

สำหรับ AI Application ที่ต้องตอบสนองผู้ใช้งานอย่างรวดเร็ว เช่น Generative AI และ AI Assistant ประสิทธิภาพของ Network ทั้งด้าน Bandwidth และ Latency จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน 

Cloud Computing และ OTT Services กับการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดน 

ยุคของ Cloud Computing ทำให้ข้อมูลและ Application ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่อาจกระจายอยู่บน Data Center และ Cloud Region ในหลายพื้นที่ทั่วโลก 

การใช้งาน Cloud ตั้งแต่ระบบ Enterprise Application, Collaboration, Data Backup ไปจนถึง Multi-Cloud ทำให้ International Connectivity มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์กร ผู้ใช้งาน และ Cloud Infrastructure เข้าด้วยกัน 

ในขณะเดียวกัน บริการ OTT (Over-the-Top) และแพลตฟอร์ม Streaming ต้องรองรับการส่ง Content ปริมาณมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Video Streaming, Live Streaming หรือ Cloud Gaming 

Content จำนวนมากถูกกระจายผ่าน Content Delivery Network (CDN) ซึ่งช่วยนำ Content มาไว้ใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น ขณะที่โครงข่ายเคเบิลใต้ทะเลยังคงเป็นส่วนสำคัญของ Infrastructure ที่เชื่อมโยง Network และ Data Center ระหว่างประเทศ 

หาก International Connectivity มีข้อจำกัดด้าน Capacity หรือประสิทธิภาพ ย่อมสามารถส่งผลต่อคุณภาพและประสบการณ์ของบริการดิจิทัลได้ 

Hyperscale Data Center กับการเติบโตในประเทศไทย 

เพื่อรองรับการเติบโตของ Cloud, AI และบริการดิจิทัล ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลกกำลังเพิ่มการลงทุนด้าน Data Center ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย 

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่าเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ธุรกิจ Data Center ในประเทศไทยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 521.2 พันล้านบาท จาก 28 โครงการ สะท้อนการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Digital Infrastructure ในประเทศ  

ขณะเดียวกัน Mordor Intelligence ประเมินตลาด Thailand Hyperscale Data Center ไว้ที่ประมาณ 3.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 13.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือ CAGR 32.19%  

การลงทุนดังกล่าวไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่ อาคาร ระบบไฟฟ้า หรือระบบ Cooling เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย Domestic และ International Connectivity เพื่อเชื่อม Data Center เข้ากับ Cloud, Network และผู้ใช้งานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ   

International Connectivity: โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังเศรษฐกิจดิจิทัล 

เมื่อ AI, Cloud, OTT และ Data Center เติบโตไปพร้อมกัน สิ่งที่เพิ่มขึ้นตามมาคือ ปริมาณข้อมูลที่ต้องเคลื่อนย้ายระหว่างระบบและระหว่างประเทศ 

Submarine Cable จึงมีบทบาทเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของ International Connectivity ที่ช่วยเชื่อมประเทศไทยเข้ากับ Digital Ecosystem ของภูมิภาคและโลก 

สำหรับ SYMPHONY การพัฒนา MCT Submarine Cable System ซึ่งเชื่อมโยงประเทศไทยกับโครงข่ายระหว่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียม Infrastructure เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Traffic จาก Cloud, OTT, Data Center และ AI 

การพัฒนาโครงข่ายเคเบิลใต้ทะเลจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ความเร็วอินเทอร์เน็ต” แต่คือการสร้าง Digital Infrastructure ที่ช่วยให้ข้อมูลสามารถเดินทางระหว่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว