28 February 2011

บทรายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร

ที่ FNA 54/010 28 กุมภาพันธ์ 2554 เรื่อง บทรายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2553 เรียน กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บทรายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2553 บริษัทประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการวงจรสื่อสารความเร็วสูงภายในประเทศและให้บริการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น การบริหารจัดการโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงปลายทาง การบริการโครงข่าย และการติดตั้งอุปกรณ์ ทั้งนี้ รายได้หลักของบริษัท คือรายได้จากการให้บริการให้เช่าวงจร ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เป็นผลมาจากกลยุทธ์ของบริษัท ในการแข่งขันที่เน้นความเป็นกลางในการประกอบธุรกิจ โดยจะให้เช่าวงจรสื่อสารความเร็วสูงในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายเท่านั้น (Network Provider) โดยไม่ทำธุรกิจแข่งขันกับลูกค้า และกลยุทธ์การแข่งขันโดยมุ่งเน้นไปที่บริการที่มีคุณภาพสูงและสอดคล้องกับตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้บริษัท ยังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายอย่างครบวงจรกับลูกค้าทุกราย และรักษามาตรฐานโดยการใช้วงจรความเร็วสูงที่สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ ในปี 2553 บริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่พนักงาน ("ESOP") เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2553 จำนวน 3 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 3.50 บาท รวมเป็นเงิน 10.50 ล้านบาท และ ได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชน ("IPO") จำนวน 72 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 17 - 19 พฤศจิกายน 2553 ในราคาเสนอขายหุ้นละ 8.80 บาท รวมเป็นเงินสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหุ้นแล้ว 613.26 ล้านบาท รวมจำนวนเงินรับจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งสิ้น 623.76 ล้านบาท ทำให้บริษัท มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และมีความพร้อมในการขยายโครงข่ายไปในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ซึ่งบริษัทได้ทำการตลาดโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงในเขตนิคมอุตสาหกรรมแล้ว 6 แห่ง เช่น นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เป็นต้น และวางแผนที่จะขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มอีก 5 แห่ง และมีโครงการติดตั้งโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงในพื้นที่อาคารสำนักงาน (Ready Ethernet) ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ได้ 150 อาคาร ภายในปี 2556 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าองค์กร ซึ่งมีปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการ รายได้จากการให้บริการให้เช่าวงจร รายได้จากการให้เช่าวงจรในปี 2552 และ 2553 มีจำนวนเท่ากับ 477.89 ล้านบาท และ 536.04 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 12.17 ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการวงจรประเภท Metro Ethernet และ Ready Ethernet ซึ่ง Ethernet เป็นเทคโนโลยีวงจรสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้แพร่หลาย จึงมีราคาไม่สูง สามารถสนองตอบต่อความต้องการขององค์กรธุรกิจที่มีความจำเป็นในการรับ-ส่งข้อมูลปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่ อง ส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้งานวงจรสื่อสารความเร็วสูงเพิ่มขึ้นทั้งในด้านจำนวนวงจรและ Bandwidth ประกอบกับบริษัทได้ขยายพื้นที่ในการให้บริการและพัฒนาคุณภาพโครงข่ายโดยตลอด เพื่อสนองตอบความต้องการลูกค้าให้ได้มากขึ้น รายได้จากการให้บริการวงจรประเภท Metro Ethernet ในปี 2552-2553 มีจำนวน 222.04 ล้านบาท และ 270.27 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีอัตราการเติบโตร้อยละ 21.72 ส่วนรายได้จากการให้บริการวงจรประเภท Ready Ethernet ในปี 2552-2553 มีจำนวน 33.91 ล้านบาท และ 43.55 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีอัตราการเติบโตร้อยละ 28.43 นอกจากนี้ รายได้จากการให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายสายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง (Dark Fiber) ก็มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยบริษัทมีรายได้จากการให้บริการ Dark Fiber ในปี 2552-2553 จำนวน 50.20 ล้านบาท และ 60.32 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 20.10 เนื่องจากองค์กรธุรกิจตระหนักถึงความสำคัญของการมีศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองมากขึ้นจึงจำเป็นต้องใช้บริการ Dark Fiber เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงระหว่างศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองกับสำนักงานใหญ่ของลูกค้า รายได้จากการให้บริการวงจรประเภท TDM ในปี 2552-2553 มีจำนวน 112.31 ล้านบาท และ 97.42 ล้านบาท ตามลำดับ โดยลดลงร้อยละ 13.26 เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ใช้การเชื่อมต่อจากโครงข่ายหลักไปยังลูกค้าปลายทาง (Last Mile) ด้วยสายทองแดง จึงมีข้อจำกัดด้านความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลหรือการเพิ่ม Bandwidth ทำให้ลูกค้าบางส่วนเปลี่ยนไปใช้บริการประเภทอื่น เช่น Ethernet รายได้จากการขายและรายได้จากค่าบริหารจัดการและให้บริการบำรุงรักษาโครงข่าย รายได้จากการขาย ในปี 2552-2553 มีจำนวน 23.61 ล้านบาท และ 3.18 ล้านบาท ตามลำดับ การลดลงของรายได้จากการขายเนื่องมาจาก ในปี 2552 บริษัทได้ขายอุปกรณ์ให้กับลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งได้ซื้ออุปกรณ์และว่าจ้างให้บริษัทนำอุปกรณ์ไปติดตั้งโครงข่ายเพื่อให้บริการสนับสนุนการให้บริการอิน เตอร์เน็ตแก่ลูกค้า End-user อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีรายได้จากค่าบริหารจัดการและให้บริการบำรุงรักษาโครงข่ายดังกล่าวเป็นรายเดือน เดือนละ 2.50 ล้านบาท โดยรายได้จากค่าบริหารจัดการและให้บริการบำรุงรักษาโครงข่าย ในปี 2552-2553 มีจำนวนปีละ 30.00 ล้านบาท รายได้จากบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน รายได้จากบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ในปี 2552-2553 มีจำนวน 9.84 ล้านบาท และ 3.11 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งประกอบด้วยรายได้จากค่าบริหารจัดการ การบริการโครงข่าย รายได้ค่าเช่า และบริการอื่น เนื่องมาจาก บริษัท โกลบอล ครอสซิ่ง เซอร์วิสซิส จำกัด ("GCSV") ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกันโดยมีผู้ถือหุ้นร่วมกันกับบริษัทและได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโทรคมนาคม จาก กสท. ในลักษณะสัญญาสัมปทานให้บริการแบบ Build-Transfer-Operate (BTO) ได้มีการใช้โครงข่าย พื้นที่ site และ พื้นที่สำนักงานร่วมกับบริษัท เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน และบริษัทได้คิดค่าบริการในอัตราที่ตกลงกันซึ่งเป็นอัตราที่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม สัญญาสัมปทานของ GCSV ได้สิ้นสุดระยะเวลาไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2553 ดังนั้น GCSV ได้หยุดการประกอบกิจการลงและไม่ได้ใช้โครงข่ายหรือพื้นที่อาคารสำนักงานของบริษัท จึงไม่มีรายได้จากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ตั้งแต่กลางปี 2553 รายได้อื่น รายได้อื่นของบริษัทในปี 2552 - 2553 มีจำนวน 3.82 ล้านบาท และ 5.15 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเกิดจากส่วนลดค่าอุปกรณ์จากผู้ผลิต ดอกเบี้ยรับ เป็นต้น ต้นทุนบริการและขาย ต้นทุนบริการและขายในปี 2553 มีจำนวน 179.69 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 เพิ่มขึ้น 18.06 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.18 เนื่องมาจากบริษัทได้ขยายพื้นที่ให้บริการและจำนวนลูกค้าที่มีมากขึ้น บริษัทจึงได้ลงทุนในโครงข่ายและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าเสื่อมราคาโครงข่ายและอุปกรณ์ในปี 2553 มีจำนวน 70.36 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 23.99 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 ต้นทุนสินค้าขายในปี 2553 เมื่อเทียบกับปี 2552 ลดลง 15.97 ล้านบาท เนื่องจากการขายอุปกรณ์ให้ลูกค้ารายใหญ่ในปี 2552 ซึ่งในปี 2553 ไม่มีการขายอุปกรณ์ดังกล่าว ส่วนต้นทุนบริการและขายส่วนอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นเป็นสาเหตุที่สัมพันธ์กับรายได้ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO) ที่มีอัตราร้อยละ 4 ของรายได้จากการให้บริการ ค่าใช้จ่ายแรกเข้าสำหรับการเข้าติดตั้งอุปกรณ์ในอาคาร ค่าเช่าพื้นที่ site ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายพื้นที่ให้บริการ ค่าใช้จ่ายพนักงานเนื่องจากจำนวนพนักงานในแผนกวิศวกรรมที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ค่าใช้จ่ายในการบริการ ค่าใช้จ่ายในการบริการในปี 2553 มีจำนวน 25.68 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 เพิ่มขึ้น 5.60 ล้านบาท เนื่องมาจากค่าคอมมิชชั่นที่บริษัทจ่ายให้กับตัวแทนทางการตลาด จำนวนพนักงานขายที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายโอกาสทางธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมทางการตลาดกับลูกค้าและการจัดทำนิตยสาร Enjoy เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมของบริษัท ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการบริหารในปี 2553 มีจำนวน 75.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.60 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 เนื่องมาจากในปี 2553 มีค่าใช้จ่ายพิเศษที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ (Extraordinary expenses) ประมาณ 7.88 ล้านบาท ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ค่าที่ปรึกษาทางการเงิน ค่าที่ปรึกษากฎหมาย ค่าประชาสัมพันธ์ ค่าจัดทำหนังสือชี้ชวนและเอกสารการเสนอขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ และกลต. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเพิ่มทุน เป็นต้น ค่าที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อประเมินผลตอบแทนพนักงาน การ write-off สินทรัพย์เนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์จราจลทางการเมืองและการย้ายสำนักงาน นอกจากนี้ มีค่าใช้จ่ายในการบริหารรายการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ค่าเช่าอาคารสำนักงาน ซึ่งบริษัทได้ย้ายที่ทำการ เนื่องจากสำนักงานเดิมมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่เหมาะสมและไม่สามารถขยายพื้นที่เพื่อรองรับการเติบโตขอ งบริษัท ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลง ได้แก่ ค่าตัดจำหน่ายหนี้สูญ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานอื่น ๆ ที่บริษัทพยายามควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และค่าบริหารจัดการที่เคยจ่ายให้กับบริษัทที่เกี่ยวข้องกันบริษัทหนึ่งซึ่งมีการใช้ทรัพย์สินร่วมกัน แต่ปัจจุบันบริษัทไม่ได้ใช้ทรัพย์สินดังกล่าวร่วมกันอีกต่อไป เป็นต้น ค่าตอบแทนผู้บริหาร ค่าตอบแทนผู้บริหารในปี 2553 มีจำนวน 20.76 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าตอบแทนกรรมการ และค่าตอบแทนผู้บริหาร เมื่อเทียบกับปี 2552 เพิ่มขึ้น 5.64 ล้านบาท เหตุผลหลักเนื่องมาจากการมีจำนวนกรรมการและผู้บริหารเพิ่มขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการเข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ค่าตอบแทนกรรมการในปี 2553 จำนวน 5 ล้านบาท ซึ่งในปี 2552 ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ค่าใช้จ่ายทางการเงินในปี 2553 มีจำนวน 0.38 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2552 ลดลง 3.01 ล้านบาท เนื่องมาจากจำนวนเงินกู้ที่ลดลงจากปี 2552 และเป็นการกู้เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น กำไรขั้นต้น, กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิ ในปี 2553 บริษัทมีกำไรขั้นต้นมีจำนวน 397.74 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 68.88 กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจำนวน 14.20 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.70 จากปี 2552 ซึ่งมีจำนวน 383.54 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าและพื้นที่การให้บริการเพิ่มขึ้น พร้อมกับการรักษาคุณภาพการให้บริการในระดับพรีเมี่ยม การหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้มีการแข่งขันกันด้านราคาอย่างรุนแรง รวมถึงการพยายามควบคุมโครงสร้างต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม กำไรจากการดำเนินงานมีจำนวน 275.71 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานร้อยละ 47.75 ลดลงจำนวน 5.64 ล้านบาทหรือ ลดลงร้อยละ 2.01 จากปี 2552 ซึ่งมีจำนวน 281.35 ล้านบาท เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายพิเศษเกิดขึ้นในปี 2553 จำนวน 7.88 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่นค่าเช่าสำนักงาน ค่าตอบแทนกรรมการ เป็นต้น ภาษีเงินได้นิติบุคคลในปี 2553 มีจำนวน 77.01 ล้านบาท ลดลงจากปี 2552 จำนวน 8.71 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2553 มีรายการหักค่าใช้จ่ายทางภาษีเพิ่มจากค่าใช้จ่ายในการออกหุ้นสามัญ แต่ในทางบัญชีรายการดังกล่าวจะถูกบันทึกเป็นยอดสุทธิจากส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสุทธิ ในปี 2553 มีจำนวน 198.31 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 34.34 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6.07 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.16 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 ซึ่งมีจำนวน 192.23 ล้านบาท ฐานะทางการเงิน สินทรัพย์ งบดุล ณ สิ้นปี 2553 บริษัทมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 1,259.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 773.25 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 ที่มีสินทรัพย์รวมจำนวน 485.91 ล้านบาท สาเหตุหลักเกิดจากจำนวนเงินรับสุทธิจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 623.76 ล้านบาท สินทรัพย์หมุนเวียน - เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้น เงินสดที่ได้จากการเพิ่มทุนในส่วนที่ยังไม่ได้นำไปลงทุนขยายโครงข่าย บริษัทได้นำไปลงทุนในรูปแบบตั๋วแลกเงินระยะสั้นที่ออกโดยสถาบันการเงินที่มั่นคง ทำให้ ณ สิ้นปี 2553 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้น รวมทั้งสิ้น 652.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 643.89 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 ที่มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้น รวมจำนวน 8.57 ล้านบาท - ลูกหนี้การค้าและรายได้ค้างรับ - สุทธิ ณ สิ้นปี 2553 มีจำนวน 69.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.28 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 ที่มีลูกหนี้การค้าและรายได้ค้างรับ - สุทธิ จำนวน 64.52 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น สินทรัพย์ถาวร - อุปกรณ์โครงข่ายและอุปกรณ์ - สุทธิ บริษัท ได้นำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนและจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไปลงทุนโครงข่ายเพิ่มเติม ทำให้อุปกรณ์โครงข่ายและอุปกรณ์ - สุทธิ ณ สิ้นปี 2553 มีมูลค่ารวม 503.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 112.53 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 ที่มีอุปกรณ์โครงข่ายและอุปกรณ์ - สุทธิ รวมจำนวน 390.52 ล้านบาท โดยบริษัทได้วางโครงข่ายหลักเพื่อขยายพื้นที่ให้บริการแล้วในเขตนิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งและวางแผนที่จะขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มอีก 5 แห่ง และ ได้เพิ่มพื้นที่บริการวงจรสื่อสารแบบ Ready Ethernet จากเดิม 28 อาคาร เป็น 30 อาคารแล้ว และมีแผนการขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 53 อาคารภายในปี 2554 นี้ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น หนี้สิน หนี้สินรวม ณ สิ้นปี 2553 มีจำนวน 146.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.16 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 ที่มีหนี้สินรวม จำนวน 133.90 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้การค้า รายได้รอตัดบัญชีและเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า และภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย ทั้งนี้ บริษัทไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยหรือเงินกู้คงค้าง ส่วนของผู้ถือหุ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม ณ สิ้นปี 2553 มีจำนวน 1,112.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 760.19 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม จำนวน 352.00 ล้านบาท เป็นผลมาจาก - การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน บริษัทได้เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่พนักงาน ("ESOP") จำนวน 3 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 3.50 บาท และ ได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชน ("IPO") จำนวน 72 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 8.80 บาท ทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ณ สิ้นปี 2553 จำนวน 300.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75.00 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว จำนวน 225.00 ล้านบาท และมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นจำนวน 548.76 ล้านบาท จากการที่บริษัทเสนอขายหุ้นในราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น - การจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2552 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 อนุมัติให้บริษัทจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 2.75 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 61.88 ล้านบาท - กำไรจากการดำเนินงาน บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในปี 2553 จำนวน 198.31 ล้านบาท และได้จัดสรรกำไรเพื่อสำรองตามกฎหมาย เพิ่มขึ้นจำนวน 7.50 ล้านบาท ทำให้กำไรสะสมส่วนที่จัดสรรแล้ว - สำรองตามกฎหมาย ณ สิ้นปี 2553 มีจำนวน 30.00 ล้านบาท และมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร ณ สิ้นปี 2553 จำนวน 233.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128.93 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 กระแสเงินสด ณ สิ้นปี 2553 บริษัทมีเงินสด, รายการเทียบเท่าเงินสด รวมทั้งสิ้น 351.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 342.89 ล้านบาท จากสิ้นปี 2552 โดยมีสาเหตุจากบริษัทได้รับกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน 264.91 ล้านบาท ในขณะที่เงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนในปี 2553 มีจำนวน 484.20 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ไปสำหรับซื้อโครงข่ายและอุปกรณ์ รวม 175.60 ล้านบาท และการลงทุนชั่วคราวในตั๋วแลกเงินที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ที่มั่นคง อายุไม่เกิน 1 ปี จำนวน 301.00 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินในปี 2553 มีจำนวน 561.89 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากเงินสดรับจากการเพิ่มทุน จำนวน 623.76 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผลจำนวน 61.88 ล้านบาท จากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีมากและเงินรับจากการเพิ่มทุน ทำให้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง และมีความพร้อมในการขยายโครงข่ายไปในพื้นที่ที่มีศักยภาพต่อไป ซึ่งบริษัทจะพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของบริษัท จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอแสดงความนับถือ (นางสาวบุษกร จารุวชิราธนากุล) รองกรรมการผู้จัดการ ______________________________________________________________________