สารจากคณะกรรมการบริษัทและคณะผู้บริหาร

สารจากคณะกรรมการบริษัทและคณะผู้บริหาร

บริษัทเล็งเห็นการเติบโตของความต้องการใช้งานการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์และเวียดนาม) ที่มีอัตราการขยายตัวเชิงเศรษฐกิจที่สูง บริษัทจึงมุ่งยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการ Network Provider ในระดับภูมิภาคเพื่อรองรับการเป็น Telecom Hub ภายใน 5 ปีข้างหน้า

สารจากคณะกรรมการบริษัท และคณะผู้บริหาร

 

เรียน   ท่านผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน

 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นวิกฤตการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นวงกว้างทั้งในระดับประเทศและระดับโลก บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเช่นกัน แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการและแผนการดำเนินงานที่เหมาะสม มุ่งเน้นการบริหารประสิทธิภาพของต้นทุนและการเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้เหมาะสม การบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้สามารถสร้างรายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมและรอบคอบซึ่งช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เบาบางลง ส่งผลให้การดำเนินงานของบริษัทฯ สามารถเดินหน้าฟันฝ่าไปได้โดยไม่หยุดชะงัก

อย่างไรก็ดี การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ด้วยการรณรงค์ให้เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ส่งผลให้รูปแบบการดำเนินธุุรกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตวิถีใหม่่ (New Normal) อาทิ การทำงานจากบ้าน (Work from home) การประชุมทางไกล การซื้อขายและการชำระเงินออนไลน์ เป็นต้น  ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้การดำเนินธุรกิจและการทำธุรกรรมต่าง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการขยายตัวด้านความเร็วและปริมาณการส่งผ่านข้อมูล (Bandwidth) ผ่านระบบโครงข่ายการสื่อสารของลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย

เพื่อสนองตอบความต้องการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเพื่อรักษาคุณภาพมาตรฐานการให้บริการให้อยู่ในระดับที่ดีและแข่งขันได้ ในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในการขยายโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ การปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพของโครงข่าย และการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเส้นทางการให้บริการโครงข่ายผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 25,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศรวม 50 จังหวัด และมีศูนย์บริการทั่วประเทศรวม 18 แห่ง อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้แสวงหาและร่วมมือกับพันธมิตรและผู้ให้บริการต่าง ๆ เพื่อขยายบริการโครงข่ายและการเชื่อมต่อไปยังกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น อาทิ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) เพื่อนำโครงข่ายโทรคมนาคมและบริการที่แต่ละฝ่ายมีอยู่มาให้บริการและใช้ประโยชน์ร่วมกัน การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท บีเคนิกซ์ จำกัด และบริษัท เอมส์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้รวดเร็วและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การลงนามในสัญญาความร่วมมือกับบริษัท ครีเดน เอเชีย จำกัด เพื่อให้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ Electronic Know Your Customer (e-KYC) และระบบลงลายมือชื่อแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ Electronic Signature (e-Signature) ซึ่งช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมออนไลน์ด้วยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหน่วยงานภาครัฐแบบเรียลไทม์ ลดการใช้กระดาษและต่อยอดทางธุรกิจให้กับลูกค้าองค์กร และการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำ จัดตั้งศูนย์ประสานงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ด้านโทรคมนาคม (TTC-CERT) เพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อบริการด้านโทรคมนาคมอันจะเกิดประโยชน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ

นอกจากนี้ เพื่อสร้างผลประกอบการให้เติบโตขึ้นในระยะยาวและเพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย บริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใกล้เคียง โดยเข้าลงทุนในบริษัท เอมส์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาและให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ในประเทศไทย ร่วมกับ TIME dotCom Berhad (“TIME”) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และพันธมิตรทางกลยุทธ์ที่มีความชำนาญและประสบการณ์อันแข็งแกร่งในด้านการออกแบบ ก่อสร้าง และดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ชั้นนำที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศมาเลเซียและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ที่บริษัทฯ ร่วมลงทุนดังกล่าวตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ถูกจัดตั้งแล้วเสร็จตามมาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างตามข้อกำหนดของศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ประเภท TIER 3 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา โดยให้บริการด้วยความเป็นกลางด้านเครือข่าย (Carrier-Neutral Data Centre) ที่รองรับความต้องการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเต็มรูปแบบ ได้แก่ ให้เช่าพื้นที่ในการวางเซิร์ฟเวอร์ (Co-location) การเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต (Cross Connection) การให้บริการโครงข่ายภายในประเทศ การให้บริการโครงข่ายระหว่างประเทศทั้ง IPCL และ IP-VPN และการรักษาข้อมูลหากเกิดภัยพิบัติ (Disaster Recovery : DR) การเข้าร่วมลงทุนดังกล่าวถือเป็นการต่อยอดสร้างฐานธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างมีศักยภาพผ่านการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ทางเทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานปัจจุบัน รวมถึงการขยายงานต่อไปในอนาคตด้วย

ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจทุ่มเททำงานของคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน ตามที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงความร่วมมืออันดีของคู่ค้าและพันธมิตร ความไว้ใจจากลูกค้า และการสนับสนุนของหน่วยงานต่าง ๆ ส่งผลให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทฯ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวมเท่ากับ 1,321.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน มีกำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) และกำไรสุทธิ 635.6 ล่นบาท และ 95.2 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 คิดเป็นร้อยละ 10.7 และร้อยละ 113 ตามลำดับ คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.22 บาท

ในด้านหลักการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ทุกกระบวนการในการทำงานได้คำนึงถึงการสร้างคุณค่าให้แก่กิจการอย่างมั่นคงยั่งยืน โดยมีการทบทวนและพัฒนาการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กำกับดูแลให้มีการประกอบธุรกิจอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน กฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ ดังจะสะท้อนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์จากการได้รับประกาศเกียรติคุณและรางวัลต่าง ๆ ด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี อาทิ การประเมินผลการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน ประจำปี 2563 ที่ระดับ “ดีเลิศ” โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ภายใต้การสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การประเมินคุณภาพการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563 ด้วยคะแนน 99 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และได้รับการรับรองเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) เป็นต้น

ในนามของคณะกรรมการบริษัท และคณะผู้บริหาร ผมขอขอบคุณพนักงานทุกคนสำหรับความร่วมมือร่วมใจ และความทุ่มเทในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ทำให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ท่ามกลางสถานการณ์ที่่มีความท้าทายอย่างมากตลอดปี และขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการเงิน หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายสำหรับการสนับสนุน ข้อเสนอแนะ และความไว้วางใจที่ทุกท่านได้มอบให้กับเราอย่างต่อเนื่องตลอดมา บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าขยายพื้นที่ให้บริการ พัฒนาศักยภาพของโครงข่ายและการบริการให้ก้าวล้ำอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของบริษัทฯ รวมทั้งจะยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงยั่งยืน โดยการรักษาและดูแลความสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ไม่ทุจริตและคอร์รัปชั่น และให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำพาบริษัทฯ ให้เติบโตและก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน เพื่อสร้างผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นและผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างเต็มที่ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าตลอดไป

(นายวุฒิพงษ์ โมฬีชาติ)
ประธานกรรมการบริษัท

(นายกรัณย์พล อัศวสุวรรณ)
ประธานกรรมการบริหาร

(นายธีรรัตน์ ปัณฑรสูตร)
กรรมการผู้จัดการ